เกษียณอย่างเกษม นโยบายช่วยปลดหนี้นอกระบบให้พนักงาน Starflex ปั้น HR เป็นพี่เลี้ยงการเงิน สอนวิธีเก็บเงินเพื่อก้าวสู่ชีวิตเกษียณอย่างมั่นคง

เมื่อเงินเดือนออกทุกสิ้นเดือน กลายเป็นวันที่ไม่อยากให้มาถึง เพราะเจ้าหนี้นอกระบบก็จะมาถึงหน้าบ้านเช่นกัน เจ้าหนี้บางรายบุกมาถึงหน้าโรงงานผลิตพลาสติก ‘สตาร์เฟล็กซ์’ (Starflex) แห่งนี้ ตามล่าหาคนเบี้ยวหนี้จนเพื่อนร่วมงานและผู้บริหารตื่นตกใจกันไปหมด
โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 บริษัทพบว่าพนักงานส่วนใหญ่ที่เป็นเสาหลักของครอบครัวต้องเผชิญกับ หนี้นอกระบบ เป็นสาเหตุของการทำลายสมาธิและศักยภาพในการทำงาน เพราะต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง

วันนี้เรามาเรียนรู้วิธี แก้หนี้พนักงาน จาก ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน ดูแลพนักงานกว่า 706 ชีวิต และ โป้ง-พิเชฐพงศ์ ศรีตะปันย์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และธุรการ หัวหน้าทีม HR ผู้ริเริ่มโครงการช่วยพนักงานปลดหนี้

พิเชฐพงศ์ ศรีตะปันย์ (ซ้าย) และ ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี (ขวา)
ภายในโรงงานย่านสมุทรปราการที่เครื่องจักรสูงใหญ่ท่วมหัว ยังเต็มไปด้วยคนตัวเล็ก ๆ ที่ตั้งใจทำงานอย่างมีความหวัง พลิกชีวิตจากการเข้าร่วมโครงการ ‘เกษียณอย่างเกษม’ สร้างวินัยเก็บเงินทุกเดือน เพื่อเป้าหมายมีเงินฝากอย่างน้อย 60 เดือนเมื่อต้องเกษียณ

คนคือหัวใจ
ในโลกของหนุ่มสาวโรงงาน มักมีภาพจำว่าหนัก ร้อน เหม็น การดูแลพนักงานให้ ‘สุขกาย สบายใจ’ จึงเป็นสิ่งที่สตาร์เฟล็กซ์ให้ความสำคัญมาก
“ความยากของการจัดการธุรกิจคือเรื่องคน ถ้าคนนิ่งและมีความสุขแล้ว เราจะต่อยอดผลผลิตได้ไม่สิ้นสุด และสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
“เราเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์เรื่อง Happy Workplace ผมเชื่อว่าการเดินไปข้างหน้าต้องไปทั้งระบบนิเวศ ถ้าผู้นำองค์กรรวยอยู่คนเดียวแต่พนักงานยังลำบาก องค์กรจะยั่งยืนได้อย่างไร” ดร.สมโภชน์ ย้ำถึงความสำคัญของคนคือหัวใจ
กลยุทธ์การบริหารคนจึงมุ่งไปที่ปัจจัยพื้นฐานอย่างความมั่นคงทางการเงิน ที่ส่งผลต่อ ‘ความนิ่ง’ ของพนักงานในที่ทำงาน

แต่คนเราจะนิ่งอยู่ได้อย่างไร หากมี ‘หนี้’ เป็นเพชฌฆาตกัดกร่อนจิตใจ
ตัวเลขจากสถิติของเครดิตบูโร พ.ศ. 2566 ระบุว่าคนไทยกว่า 25.5 ล้านคนมีหนี้ นั่นหมายถึง 1 ใน 3 ของประชากรไทยมีหนี้ มูลค่าหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 539,591 บาทต่อคน แต่ละคนมีหนี้เฉลี่ยที่ 3.3 บัญชี (เช่น มีบัตรเครดิต 2 ใบ สินเชื่อบ้าน 1 บัญชี) โดยสถิตินี้ยังไม่นับหนี้นอกระบบที่ไม่ถูกบันทึกไว้
“พนักงานที่มีหนี้ บางคนเศร้าเหมือน ‘ตายทั้งเป็น’ เพราะวันสิ้นเดือนที่ได้รับเงินเดือนควรเป็นวันที่มีความสุข แต่บางคนไม่มีความสุขเพราะเจ้าหนี้มารอเก็บเงินหน้าโรงงาน” ดร.สมโภชน์ เล่าถึงพนักงานที่ถูกจองจำภาระหนี้และดอกเบี้ยมหาโหด
เมื่อขาดสมาธิ จิตตก และกังวลใจตลอดเวลา ‘ความประมาทเพียงเสี้ยววินาที’ ในโรงงานอุตสาหกรรมอาจส่งผลถึงอุบัติเหตุร้ายแรงหรือเกิด Defect ของสินค้าในไลน์ผลิตได้ จึงเป็นที่มาของโครงการที่ทีม HR นำโดยโป้งตั้งใจอยากแก้ปัญหานี้

เจาะลึก 3 ขั้นตอน วิธีปลดหนี้ให้พนักงานแบบยั่งยืน
“เราเริ่มโครงการนี้ช่วงปี 2020 จากกลุ่มพนักงานนำร่องประมาณ 7 คนก่อนที่อยากเข้าร่วมภารกิจ พอคนกลุ่มนี้ปลดหนี้ได้แล้ว เลยเป็นตัวอย่างที่ทำให้เพื่อน ๆ พนักงานอยากเข้าร่วมโครงการนี้ และยอมเปิดข้อมูลหนี้กับทาง HR
“พอเราประกาศรับพนักงานที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการปลดหนี้ ทางทีม HR ก็จะมีการตรวจสุขภาพการเงินจากภาระหนี้ แยกประเภทหนี้ และจัดอบรมความรู้ทางการเงินในเบื้องต้นก่อน เพื่อปรับทัศนคติและวิธีคิดในการแก้หนี้อย่างยั่งยืน หลังจากนั้นก็สอนให้พนักงานจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ก่อนที่จะไปทำการเจรจาเคลียร์หนี้” โป้งแจกแจงขั้นตอน
จากกลุ่มพนักงานที่เข้าร่วมโครงการนำร่องเพียง 7 คนในปี 2020 ปัจจุบันมีการขยายผลไปกว่า 150 คน มี 107 คนที่กำลังดำเนินการปลดหนี้อย่างเข้มข้น และขอแสดงความยินดีกับพนักงานอีก 43 คนที่หมดภาระหนี้ไปเรียบร้อย

โป้งไม่รีรอเผยถึง 3 กระบวนการสำคัญที่ต้องทำให้ครบ เพื่อไม่ให้ชีวิตคนหนึ่งคนกลับไปเป็นหนี้ซ้ำซาก
1. กระบวนการคลี่หนี้ และหาแหล่งทุนใหม่ เพื่อ ‘รวมหนี้’
สตาร์เฟล็กซ์เปลี่ยนหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ย 3 – 20% ต่อเดือน (ย้ำว่าต่อเดือน) ให้กลายเป็นดอกเบี้ยที่เป็นธรรมในระดับต่อปี โดยทำงานร่วมกับหลายแหล่งทุน เพื่อนำหนี้เข้าระบบ
โดยแบ่งเป็น ‘หนี้คนดี’ คือหนี้จากความจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ ค่าเทอมลูก และ ‘หนี้จากพฤติกรรมฟุ่มเฟือย’ เช่น การพนันหรือซื้อของเกินตัว โดยหนี้แต่ละประเภทจะคัดกรองจากทีม HR ให้จัดการและเข้าถึงแหล่งทุนที่เหมาะสม
แหล่งทุนแรก คือสหกรณ์ออมทรัพย์ขององค์กร เน้นช่วยพนักงานที่มีวินัยทางการเงิน ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำราว 8 – 10% ต่อปี ควบคู่กับการสร้างระบบออมเงินระยะยาว
แหล่งทุนที่ 2 คือธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการช่วยรวมหนี้เข้าสู่ระบบ ลดภาระดอกเบี้ยและค่างวดรายเดือน มีอัตราดอกเบี้ย 7.99% ต่อปี
แหล่งทุนสุดท้าย คือแพลตฟอร์ม Noburo ใช้กับพนักงานกลุ่มหนี้จากพฤติกรรมฟุ่มเฟือย ซึ่งส่วนใหญ่คือหนี้นอกระบบ แม้ดอกเบี้ยของ Noburo จะสูงกว่า 2 แหล่งแรกที่ประมาณ 15% ต่อปี แต่ก็ยังเป็นอัตราที่ถูกกว่าหนี้นอกระบบ โดยมีระบบติดตามผลและพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับวินัย มีการทดสอบและติดตามผลรายสัปดาห์ เพื่อไม่ให้พนักงานกลับเข้าสู่วงจรหนี้เดิมอีกครั้ง

2. กระบวนการเจรจาลดหนี้ ตัดต้นลดดอก
“สำหรับหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อเดือน ทีม HR จะแนะนำพร้อมกับเข้าไปช่วยเจรจากับเจ้าหนี้โดยตรง เราจะแจ้งเจ้าหนี้ว่า หากพนักงานจัดการหนี้ไม่ได้จนต้องลาออกหรือถูกเลิกจ้าง เจ้าหนี้จะไม่ได้เงินคืนเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะเขาไม่มีทรัพย์สินอื่น”
โป้งเล่าว่าวิธีนี้ช่วยให้เจรจาลดหนี้ก้อนใหญ่ของพนักงานลงมาได้ถึงครึ่งหนึ่ง ก่อนจะนำหนี้ ‘เข้าระบบ’ ผ่านสหกรณ์ ธนาคาร TTB หรือแพลตฟอร์ม Noburo ต่อไป พร้อมยกตัวอย่างเรื่องราวของ วิเชียร เกิดบัว พนักงานสตาร์เฟล็กซ์ที่ปลดล็อกวงจรหนี้นอกระบบได้สำเร็จ
วิเชียรประสบปัญหาหนี้สะสมรวมกว่า 150,000 บาท จากการใช้จ่ายเกินตัว เขาเริ่มใช้วิธีหมุนเงินจากบัตรเครดิตหนึ่งใบไปโปะอีกใบ จนเมื่อกู้ในระบบไม่ได้อีก จึงตัดสินใจพึ่งหนี้นอกระบบ 30,000 บาท ด้วยดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20 ต่อเดือน นั่นหมายถึงการจ่ายเงิน 6,000 บาททุกเดือนเป็นค่าดอกเบี้ย
เมื่อสตาร์เฟล็กซ์นำโครงการของ Noburo เข้ามา วิเชียรได้เข้าอบรมและฝึกจดรายรับ-รายจ่ายผ่านแอปพลิเคชันทุกวัน จุดเปลี่ยนสำคัญคือการได้รับคำแนะนำเจรจาประนอมหนี้ โดยเขาใช้วิธีนำเงินก้อนไปปิดหนี้ครึ่งหนึ่ง เพื่อขอลดดอกเบี้ยและตัดเงินต้น ซึ่งเจ้าหนี้ก็ยอมตกลงตามข้อเสนอ
ปัจจุบันวิเชียรเคลียร์หนี้ก้อนเล็ก ๆ ให้จบไปได้ เช่น ก้อนละ 10,000 บาท และทยอยปิดหนี้ส่วนที่เหลือ แม้จะไม่หมดหนี้เบ็ดเสร็จ แต่เขามีวินัยทางการเงินมากขึ้น มีเงินออมสะสมในแอปพลิเคชัน และมีความสุขในการทำงานมากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลกับภาระดอกเบี้ยมหาศาลเหมือนในอดีต
สิ่งนี้จะทำได้เมื่อมีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอโดยมี ‘พี่เลี้ยง’ ที่ไม่ได้มาจากฝ่าย HR เพียงอย่างเดียว แต่ยังคัดเลือกจากหัวหน้าฝ่ายผลิตที่อาสามาช่วย เพราะเป็นคนกลุ่มแรกที่สังเกตเห็นสัญญาณความเครียดของเพื่อนร่วมงานได้ดีที่สุด

3. กระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพิ่มรายได้-ส่งเสริมการออม
สตาร์เฟล็กซ์เชื่อว่าการแก้หนี้เป็นเพียงการรักษาอาการเร่งด่วนที่จำเป็น แต่การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินคือความยั่งยืนที่แท้จริง จึงสร้างระบบนิเวศผ่านหลายโครงการ เช่น
- เพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ทั้งตลาดนัดวันศุกร์ที่พนักงานนำสินค้ามาขายได้ โครงการลดละเลิกเหล้า-บุหรี่ และโรงเรียนพอเพียงที่ปลูกผักให้พนักงานทานฟรี
- สร้างทักษะอาชีพที่ 2 เช่น สอนล้างแอร์ ซึ่งเห็นผลกำไรชัดเจน ค่าบริการ 700 – 800 บาทแต่มีต้นทุนเพียง 200 บาท หากล้างวันละ 2 เครื่อง จะมีกำไรถึงวันละ 1,000 บาท โดยหากทำได้หลังเกษียณหรือในวันหยุด ก็เพิ่มเงินออม มีความมั่นคงหลังอายุ 55 ปีได้
- ส่งเสริมการออม สูตรความมั่งคั่ง 60 เท่า รณรงค์การออมเงินให้ได้ 60 เท่าของเงินเดือนสุดท้ายเพื่อ ‘เกษียณอย่างเกษม’ เช่น หากเงินเดือนเดือนสุดท้ายอยู่ที่ 100,000 บาท ต้องมีเงินออม 6,000,000 บาท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณ

ผลักดันสวัสดิการแก้หนี้ คืนชีวิตและเงินเก็บให้คนทำงาน
จากประสบการณ์การดำเนินโครงการปลดหนี้ให้พนักงาน ดร.สมโภชน์ มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจหากจะมีองค์กรที่อยากทำสิ่งเดียวกัน และสตาร์เฟล็กซ์พร้อมช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้องค์กรที่สนใจด้วย
“PDPA ไม่ใช่อุปสรรคหากเจตนาบริสุทธิ์” ดร.สมโภชน์ มองว่าองค์กรไม่ควรนำกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาเป็นข้ออ้างในการไม่ช่วยเหลือพนักงาน เพราะเข้าไม่ถึงข้อมูลส่วนตัวและการเงิน แต่การแก้หนี้คือการทำเพื่อประโยชน์ของพนักงานโดยตรง
สำหรับภาครัฐ สิ่งที่อยากให้พิจารณาคือการลดหย่อนภาษีเชิงพื้นที่ เช่น รัฐควรพิจารณาให้บริษัทนำภาษีที่ต้องจ่ายไปใช้พัฒนาชุมชนรอบโรงงานโดยตรงได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อสังคมรอบข้าง
นอกจากนี้ หากรัฐทำให้ประชาชนเข้าถึงประกันสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ก็จะช่วยลดภาระหนี้ของประชาชนที่เกิดจากค่ารักษาพยาบาลได้มาก

“พ่อผมสอนเสมอว่า ชีวิตนี้ต้องไม่หลบหน้าใคร การต้องหลบหน้าแปลว่าเราทำไม่ดีหรือมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ ผมอยากให้พนักงานสตาร์เฟล็กซ์ทุกคนยืดอกสู้หน้าทุกคนได้ด้วยความภาคภูมิใจ” ดร.สมโภชน์ กล่าวทิ้งท้าย
หัวใจของการแก้หนี้อาจไม่ได้หมายถึงการไม่มีหนี้ แต่คือการนำหนี้เข้าระบบผ่านแหล่งทุนที่เหมาะสมและดอกเบี้ยที่เป็นธรรม เพื่อให้ทุกชีวิตดำเนินไปได้อย่างปกติ มีความมั่นคงในบั้นปลาย
วันนี้สตาร์เฟล็กซ์มีกำไรสุทธิสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน และมีสถิติเงินฝากในบัญชีพนักงานเพิ่มขึ้นสูงสุดอย่างต่อเนื่องในกลุ่มธุรกิจเดียวกันจากสถิติของธนาคาร TTB
โครงการปลดหนี้ของสตาร์เฟล็กซ์พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘การแก้หนี้คือการให้ชีวิตใหม่’ ถ้าองค์กรทำหน้าที่เป็นบ้านที่เอาใจใส่พนักงานอย่างแท้จริง พนักงานจะรับรู้ได้ว่า แม้งานนั้นอาจจะหนัก แต่หัวใจของเขาเบาสบาย ไม่มีความกังวลเรื่องหนี้สินมาฉุดรั้งอนาคตไว้อีกต่อไป
